ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

เเต่ราชวงศ์นี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 1913 เมื่อ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพ่องั่ว) ผู้ซึ่งเป็นเชื้อสายของกลุ่มอำนาจจากเมืองสุพรรณบุรี ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แทนราชวงศ์อู่ทอง เป็นราชวงศ์ที่ รุ่งเรืองและมีระยะเวลาการปกครองรวมยาวนานที่สุด ในสมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง  ตลอดจนเป็นราชวงศ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับสงครามและการชิงอำนาจภายในอย่างเข้มข้น นำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจลงพร้อมกับการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2112 


สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) องค์ที่ 3

ขุนหลวงพะงั่ว หรือ ชื่อเดิม พะงั่ว ทรงเคยเป็นเจ้าเมืองสุพรรณบุรีมาก่อน และมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติในฐานะพระเชษฐา(พี่)ของพระมเหสีในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) หลังสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สวรรคตสมเด็จพระราเมศวรได้ขึ้นครองราชย์ ขุนหลวงพะงั่วได้ยกทัพจากสุพรรณบุรีเข้าอยุธยา สมเด็จพระราเมศวรจึงได้ถวายราชสมบัติให้แก่พระองค์ แล้วเสด็จกลับไปครองเมืองลพบุรี ในปี 1913 – 1931 หลังจากพระองค์สรรณคตก็ได้เเต่งตั้ง สมเด็จพระเจ้าทองลัน(ลูก) ขึ้นนมาเเทน 

1913-1931 ซึ่งครองราชได้ 18 ปี



สมเด็จพระเจ้าทองลัน องค์ที่ 4 

หลังจากสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (บิดา) เสด็จสวรรคต ข้าราชการได้อัญเชิญพระองค์ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา ซึ่งพระองค์มีอายุเเค่ 15 ปี ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่สามารถที่จะครองราชย์ได้นานเเละมั่นคงเท่าไหร่ ครองราชย์ได้เพียง 7 วันสมเด็จพระราเมศวร ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองลพบุรี ได้ยกทัพมายังกรุงศรีอยุธยาเข้ายึดอำนาจได้สำเร็จ และได้มีรับสั่งให้นำสมเด็จพระเจ้าทองลันไปสำเร็จโทษที่ วัดโคกพระยา ตามโบราณราชประเพณีในสมัยนั้นจะใช้วิธีทุบด้วย ท่อนจันทน์ เพื่อไม่ให้พระโลหิตต้องแผ่นดิน การสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็นการยุติอำนาจของราชวงศ์สุพรรณภูมิในช่วงสั้น ๆ และเป็นการนำอำนาจกลับไปสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง 

1931 ครองราชเพียง 7 วัน


สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) องค์ที่ 6

สมเด็จพระอินทราชา หรือ เจ้านครอินทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สำคัญพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา เพราะทรงเป็นผู้ที่ทำให้ราชวงศ์สุพรรณภูมิกลับมามีอำนาจอย่างมั่นคงในกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ซึ่งพระองค์มีโอรสด้วยกัน 3 พระองค์ คือ

จ้าอ้ายพระยา (พี่ชายคนโต) เจ้าญี่พระยา (น้องคนกลาง) เจ้าสามพระยา (น้องคนเล็ก)  พี่ชายคนโตกับน้องคนกลางมีการการคิดแย่งชิงราชสมบัติหลังจากสมเด็จพระอินทราชาสวรรณคต ทั้งคู่ยกทัพจากเมืองของตนเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา และต่อสู้ด้วยการชนช้างกัน ณ สะพานป่าถ่าน จนทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์ ขุนนางจึงได้อัญเชิญพระราชโอรสองค์สุดท้ายคือ เจ้าสามพระยา ขึ้นครองราชย์

1952 – 1967 ซึ่งครองราชย์ได้ 18 ปี


สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) องค์ที่ 7

หลังจากที่พระเชษฐาทั้งสองสิ้นพระชนม์ลง พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์สององค์ไว้เป็นอนุสรณ์ (ปัจจุบันคือ วัดเจ้าอ้ายเจ้ายี่ หรือ วัดกระษัตราธิราชวรวิหาร)   เหตุการณ์ที่สำคัญๆในสมัยของท่าน ปี พ.ศ. 1974 เจ้าสามพระยาทรงนำทัพหลวงบุกโจมตีอาณาจักรขอม (เขมร) ซึ่งเป็นมหาอำนาจเก่าแก่ในภูมิภาค พระองค์สามารถตีนครธมแตกได้สำเร็จ ถือเป็นการล่มสลายของจักรวรรดิขอม 

พระโอรสของพระองค์มีกันอยู่ 2 คน คือ พระราเมศวรหรือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กับ พระอินทราชา ในสมัยของพระองค์ก็เรียบรื่นไม่มีการเเย่งชิงอำนาจใดๆ จนพระองค์สวรรคตในปี พ.ศ. 1991 

1967 – 1991 ซึ่งครองราชย์ได้ 24 ปี


สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   องค์ที่ 8

พระองค์คือ “พระมหากษัตริย์นักปฏิรูป” พระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุดของพระองค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากเดิมที่เจ้านายหรือขุนนางจะคุมทั้งทหารและพลเรือน มาเป็นการ “แยกฝ่ายทหารและพลเรือน” ออกจากกัน 

สมุหนายก (ฝ่ายพลเรือน): เป็นอัครมหาเสนาบดี ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ และควบคุมกรมจตุสดมภ์ (เวียง วัง คลัง นา)

   สมุหพระกลาโหม (ฝ่ายทหาร): เป็นอัครมหาเสนาบดี ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ และควบคุมกิจการทหาร การป้องกันประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์ เกิดสงครามยืดเยื้อครั้งใหญ่กับ อาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่) ซึ่งมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งมากเช่นกันคือ    

พระเจ้าติโลกราช สงครามครั้งนี้ใช้เวลายาวนานหลายสิบปี ทำให้พระองค์ต้องย้ายเมืองไปอยู่พิษณุโลกตลอดราชกาล เพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการในการรบกับล้านนาที่อยู่ใกล้กัน ทำให้อยุธยาต้องมีเจ้าเมืองคนใหม่จึงเเต่งตั้งให้ พระราชโอรส (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3) ให้สำเร็จราชการแทน

1991 – 2031 ซึ่งครองราชย์ได้ 40 ปี  


สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 องค์ที่ 9

ว่่าด้วยรัชสมัยของพระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์นั้น พระราชบิดาได้เกิดสงครามครั้งใหญ่กับอาณาจักรล้านนา ทำให้ทรงตัดสินพระทัยย้ายราชธานีหลักไปประทับที่เมืองพิษณุโลก เพื่อทำการรบพระองค์เลยได้รับการสถาปนาให้ สำเร็จราชการแผ่นดิน ที่กรุงศรีอยุธยา

บทบาทสำคัญๆในสมัยพระองค์ พระองค์ทรงเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองทวาย (ปัจจุบันอยู่ในเมียนมาร์) ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางฝั่งทะเลอันดามันได้สำเร็จเเละย้ายศูนย์กลางอำนาจ หรือ การนำพระบรมศพของพระราชบิดากลับมายังกรุงศรีอยุธยา และประทับที่กรุงศรีอยุธยาเป็นการถาวร ทำให้ราชธานีกลับมาอยู่ที่อยุธยาตามเดิม (หลังจากที่พิษณุโลกเคยเป็นราชธานีหลักอยู่ 25 ปี) 

เมื่อพระองค์สวรรคต ผู้ที่สืบราชสมบัติต่อคือ พระอนุชา (น้องชาย) ของพระองค์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า พระเชษฐาธิราช (หรือ พระอินทรราชา) ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 

2031 – 2034 ซึ่งครองราชย์ได้ 3 ปี