ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 องค์ที่ 10
พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์รองของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และ เป็นพระอนุชา ของ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3
รัชสมัยของพระองค์ถือเป็น ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ของอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยุธยาได้ ติดต่อกับชาติตะวันตกเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2054 หลังจากที่โปรตุเกสยึดครองเมืองมะละกา (ศูนย์กลางการค้าสำคัญ) ได้สำเร็จ พวกเขาได้ส่งทูตชื่อ ดูอาร์เต แฟร์นันเดส (Duarte Fernandes) เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอยุธยา นี่คือชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เข้ามาในราชอาณาจักรเเละได้ทำสนธิสัญญาฉบับเเรก ผลที่ตามมาคืออยุธยาเริ่มรับเอาอาวุธปืนไฟ (ปืนคาบศิลา) และปืนใหญ่ เข้ามาใช้ในกองทัพ
มีการสถาปนา “พระศรีสรรเพชญ์” (วัดพระศรีสรรเพชญ์) มีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ สูง 16 เมตร พระราชทานนามว่า “พระศรีสรรเพชญดาญาณ” หลังจากที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2072 หลังจากครองราชย์ยาวนานถึง 38 ปี พระราชโอรสของพระองค์จึงได้สืบราชสมบัติต่อ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร)
2034 – 2072 ครองราชย์ได้ 38 ปี
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร) องค์ที่ 11
พระองค์ทรงครองราชย์เป็นระยะเวลาสั้นๆ พระองค์มีพระนามเดิมว่า “พระอาทิตยวงศ์” แต่ในพระราชพงศาวดารมักขนานพระนามว่า “หน่อพุทธางกูร” (มีความหมายว่า หน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า) เนื่องจากพระองค์ครองราชย์ได้ไม่กี่ปี ผลงานของพระองค์ก็ไม่มีอะไรมาก คือ การปราบเมืองเชียงกราน ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอยุธยา พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพไปปราบปรามจนได้รับชัยชนะ จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากที่พระองค์สวรรคต พระรัษฎาธิราช (หรือ พระรัษฎา) ต้องขึ้นครองราชย์ต่อ ปัญหาคือทรางมีอายุเเค่ 5 ปี ซึ่งเด็กมากๆทำให้บัลลังเกิดการคิดการเเช่งชิงอำนาจกัน
2072 – 2076 ครองราชย์ได้ 4 ปี
พระรัษฎาธิราช องค์ที่ 12
พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในฐานะ “ยุวกษัตริย์” (กษัตริย์เด็ก) มีอายุเพียงเเค่ 5 ปี ด้วยความที่บิดาของพระองค์ทรงเสียชีวิตกะทันหันทำให้จำเป็นต้องขึ้นครองราชย์ต่อ เเต่ด้วยความเป็นเด็กของพระองค์ก็เที่ยวเล่นซกซน วิ่งเล่นไม่ทำงานตามประสาเด็กทำให้ขุนนางสมัยนั้นไม่พอใจเเละรัฐประหาร สมเด็จพระไชยราชาธิราช ซึ่งขณะนั้นครองเมืองพิษณุโลก (และทรงมีศักดิ์เป็น “อา” ของพระรัษฎาธิราช) ได้ทรงนำกำลังจากหัวเมืองเหนือลงมายังกรุงศรีอยุธยาได้ทำการยึดอำนาจสำเร็จเเละสำเร็จโทษ พระรัษฎาธิราช ด้วยท่อนจันทร์ ที่วัดโคกพระยา
2077 ครองราชย์ได้ 5 เดือน
สมเด็จพระไชยราชาธิราช องค์ที่ 13
พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (กษัตริย์องค์ที่ 10) รัชสมัยของพระองค์เป็นยุคที่อยุธยาหันมาใช้อาวุธทางทหารทรงเป็น “พระมหากษัตริย์นักรบ”
—–สงครามครั้งแรกกับพม่า (ราชวงศ์ตองอู) —–
สงครามครั้งแรก” อย่างเป็นทางการระหว่างอยุธยากับราชวงศ์ตองอูแห่งพม่า ซึ่งกำลังเรืองอำนาจภายใต้การนำของ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงกราน (เมืองชายแดนของอยุธยา) สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงนำทัพหลวงไปป้องกันด้วยพระองค์เองทำให้กองทัพชนะรบครั้งนี้
—–การรบกับล้านนา (เชียงใหม่)—–
พระองค์ทรงพยายามขยายอำนาจไปยังทิศเหนืออย่างจริงจัง โดยทรงยกทัพไปตีเชียงใหม่ (อาณาจักรล้านนา) หลายครั้ง และเคยยึดเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ
หลังจากกลับจากการศึกเชียงใหม่สมเด็จพระไชยราชาธิราชก็เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน เขาว่ากันว่าพระองค์โดนวางยา คนที่อยู่เบื้องหลังคือ เมียของท่านเองท้าวศรีสุดาจันทร์ (สนมเอก) เขาว่ากันว่าท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นชู้กับขุนวรวงศาธิราช (ขุนนางฝ่ายใน) สาเหตุที่ทำคือ เพื่อที่ตัวเองก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าอยู่องค์เเทน
2077 – 2089 ครองราชย์ได้12 ปี
สมเด็จพระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า) องค์ 14
พระองค์ทรงเป็น“ยุวกษัตริย์”ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้สำเร็จราชการเเทน พระยอดฟ้ามีพระชนมายุเพียง 11 ปี เนื่องจากทรงพระเยาว์มาก อำนาจที่แท้จริงจึงตกอยู่ที่ ท้าวศรีสุดาจันทร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท้าวศรีสุดาจันทร์ทรงลักลอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ขุนวรวงศาธิราช ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย (ผู้เฝ้าหอพระ) เเล้วทรงเลื่อนตำเเหน่งชู้ตนเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดี เเละกำจัด พระยาเกษตร ทิ้งเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับเมียของตน เวลาผ่านไป ขุนวรวงศาธิราช เริ่มมีอำนาจขึ้นเรื่อยๆจนพระยอดฟ้ามีอายุ 14 ปี เห็นว่าพระยอดฟ้าเป็นอุปสรรคกับการขึ้นครองราชย์ของตน จึงได้ปลดลงจากตำเเหน่งเเล้วนำตัวไปประหารด้วยท่อนจันทร์พร้อมกับพระศรีศิลป์(น้องชายพระยอดฟ้า) หลังจากพระยอดฟ้าสวรรคตตนจึงขึ้นครองราชย์เเทน
2089 – 2091 ครองราชย์ได้ 2 ปี
ขุนวรวงศาธิราช (ไม่นับในนรัชกาล)
ขุนวรวงศาธิราช เป็นขุนนางชั้นผู้น้อย (ผู้เฝ้าหอพระ) ชื่อ “นายจัน” มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับท้าวศรีสุดาจันทร์ หลังจากสำเร็จโทษพระยอดฟ้า ขุนวรวงศาธิราชก็ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์สุพรรณภูมิ พวกเขามองว่าขุนวรวงศาธิราชเป็น “ขบถ” และ “ผู้ลักลอบสังวาสกับเจ้านาย” ซึ่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของราชบัลลังก์ กลุ่มขุนนางนำโดย ขุนพิเรนทรเทพ พร้อมด้วย ขุนอินทรเทพ, หมื่นราชเสน่หา และหลวงศรียศ ได้รวมตัวกันวางแผนกำจัดขุนวรวงศาธิราช โดยการล่อออกอุบายให้ไปคล้องช้าง จุดจบของขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์คือการตัดหัวเสียบประจาน ณ วัดโคกพระยา
2091 ครองราชย์ได้ 42 วัน
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ องค์ที่ 15
หลังจากการรัฐประหารโค่นล้มขุนวรวงศาธิราชสำเร็จ กลุ่มขุนนางผู้ก่อการก็ได้อัญเชิญ พระเฑียรราชา ให้ลาผนวช (สึก) และเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในสมัยของท่านได้มีสงครามกับพม่าราชวงศ์ตองอู
—–สงครามพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้—–
เพียง 7 เดือนหลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าได้ฉวยโอกาสที่อยุธยายังอ่อนแอจากความวุ่นวายภายใน ยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาสงครามครั้งนี้ถูกเรียกว่า “สงครามช้างเผือก” ขณะที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทำยุทธหัตถี กับ พระเจ้าแปร (แม่ทัพพม่า) และกำลังเสียที สมเด็จพระสุริโยทัย (ปลอมตัวเป็นผู้ชาย) ได้ช้างพระที่นั่งเข้าขวางช้างข้าศึก เพื่อปกป้องพระสวามี พระองค์ถูกข้าศึกฟัน ด้วยพระแสงของ้าวทำให้สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พม่าเห็นท่าไม่ดีเลยทำการถอยทัพออกไป เเต่ก็ยังไม่วายพม่ากลับมารอบที่ 2นำทัพโดย พระเจ้าบุเรงนอง ครั้งนี้อยุธยาไม่สามารถต้านทานกองทัพของพระเจ้าบุเรงนองได้ จึงขอสงบศึกโดยต้องเป็นเมืองขึ้นของพม่าและต้องส่ง พระราเมศวร (พระราชโอรสองค์โต) ไปเป็นองค์ประกันที่พม่า
หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นได้ระยะหนึ่ง อยุธยาพยายามแข็งข้อ พระเจ้าบุเรงนองจึงทรงยกทัพใหญ่มาอีกครั้งเพื่อหวังตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกหัก ระหว่างที่กรุงศรีอยุธยากำลังถูกกองทัพพม่าล้อมเมืองอย่างหนัก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งทรงชราภาพ ก็ได้ประชวรหนัก และ เสด็จสวรรคตลง ทำให้สมเด็จพระมหินทราธิราช(ลูก)ต้องรับศึกหนักครั้งนี้
2091 – 2111 ครองราชย์ได้ 20 ปี
สมเด็จพระมหินทราธิราช องค์ที่ 16
รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคแห่งความวุ่นวายครั้งใหญ่หลวง ทั้งจากความขัดแย้งภายในและการรุกรานจากภายนอก ซึ่งนำไปสู่ การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 และทรงเป็น กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์สุพรรณภูมิ
สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงไม่ไว้ใจ สมเด็จพระมหาธรรมราชา (ผู้ครองเมืองพิษณุโลก/พี่เขย) เนื่องจากพระมหาธรรมราชาทรงมีนโยบายประนีประนอมกับพม่า ในที่สุดสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ตัดสินพระทัยเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรงนองอย่างเต็มตัว ทำให้หัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมดกลายเป็นกำลังของพม่า กองทัพพม่าได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาเเละตีจนเเตก สาเหตุคือ สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงหลงกลพระเจ้าบุเรงนอง ที่ส่งสาส์นมาว่าจะยอมเจรจา หากอยุธยาส่งตัว พระยาราม ไปให้ พระองค์จึงเชื่อทำตามทำให้การป้องกันเมืองขาดผู้นำ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ พระยาจักรี ขุนนางไทยที่พม่าส่งปลอมตัวมาเป็นไส้ศึกเพื่อเปิดประตูวังค์ ทำทีเป็นหนีศึกพม่าพระมหินจึงไว้ใจ เมื่อกรุงแตก พระเจ้าบุเรงนองได้ถอดถอนสมเด็จพระมหินทราธิราชออก สถาปนา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (จากราชวงศ์สุโขทัย) ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาแทน ในฐานะเมืองประเทศราชของพม่า สมเด็จพระมหินทราธิราชถูกจับเป็นเชลย และถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดี พร้อมกับเจ้านายและขุนนางแต่พระองค์ได้ ประชวรและเสด็จสวรรคตระหว่างทางสิ้นสุดราชวงศ์สุพรรณภูมิเริ่มต้นยุคที่อยุธยาตกอยู่ภายใต้อำนาจของพม่า